วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559


หมึกปากกาอันตรายจริงไหม
            เชื่อเหลือเกินว่าเกือบทุกคนที่ผ่านวัยเด็กมาก่อนจะต้องเคยใช้ปากกาขีดเขียนตามเนื้อตัวแกล้งเพื่อนอย่างแน่นอน กลับถึงบ้านทีไรก็จะโดนแม่บ่นเรื่องเนื้อตัวมอมแมมแถมขู่อีกว่าใช้ปากกาเขียนตัวระวังจะเป็นมะเร็ง พ่อแม่สมัยนี้ก็คงจะกลุ้มใจไม่แพ้กัน น้อยคนนักที่จะเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยใช้ปากกาวาดรูปตามร่างกาย แท้จริงแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงอยู่ไม่ใช่น้อยเพราะหมึกของปากกาทำมาจากสารเคมีล้วนๆ แต่ก็มีหลายคนบอกว่าหมึกปากกาที่สัมผัสกับผิวหนังนั้นไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ จากการถกเถียงกันมาเนิ่นนานวันนี้เรามาฟังข้อสรุปกันดีกว่าว่าหมึกปากกามีอันตรายจริงหรือไม่
            หมึกปากกามีส่วนประกอบหลายชนิดคือ สี ตัวทำละลาย และสารเติมแต่งอื่นๆที่ทำให้ปากกาแต่ละยี่ห้อมีคุณสมบัติเฉพาะตัว แต่สารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายก็คือสารที่มีชื่อว่า xyleneโดยการสูดดม รับประทาน ซึมผ่านทางผิวหนังเข้าสู่กระบวนการลำเลียงไปตามกระแสเลือดและแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆของร่างกายจากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าความเป็นพิษต่อร่างกายของสารดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้ 3 ทาง ดังนี้
1.ความเป็นพิษจากการรับประทาน
            เมื่อ Xylene เข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทานก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ระบบทางเดินอาหารอย่างรุนแรง ผู้ที่ได้รับ Xylene ในปริมาณมากจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องร่วง และมีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน
2.ความเป็นพิษเมื่อสัมผัสถูกผิวหนัง
            หลังจากที่ Xylene ในปริมาณเข้มข้นสัมผัสผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคืองจนไปถึงการอักเสบที่ผิวหนังบริเวณดังกล่าว
3.ความเป็นพิษหลังจากสูดดม
            เนื่องจาก Xylene สามารถระเหยเป็นไอได้ง่ายหากสูดดมเข้าไปในปริมาณเข้มข้นจะทำให้ระบบทางเดินหายใจขัดข้อง เกิดภาวะปอดอักเสบเฉียบพลัน รวมไปถึงเกิดอาการน้ำท่วมปอด
            อย่างไรก็ตามในวงการอุตสาหกรรมการผลิตปากกาได้มีการตรวจสอบปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีที่เป็นอันตรายซึ่งก็คือXylene ในน้ำหมึกพบว่าเจือจางมากจนแทบไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเผลอรับประทาน ขีดเขียนปากกาตามผิวหนังหรือสูดดมไอระเหยเข้าไปก็ไม่มีผลข้างเคียงใดๆเว้นเสียว่าเราจะกินหมึกปากกาเข้าไปเป็นลิตร หรือลงไปว่ายในสระที่มีแต่น้ำหมึกปากกาในปริมาณมหาศาลนั่นเอง ดังนั้นใครที่เคยใช้ปากกาเขียนเล่นตามร่างกายก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนังเหมือนอย่างที่พ่อแม่เคยขู่ไว้ แต่เนื่องจากหมึกปากกาที่เลอะผิวหนังเป็นสารเคมีที่ทิ้งคราบฝังลึกทำให้ขจัดออกลำบาก อาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือน้ำมันซึ่งจะช่วยชำระล้างรอยปากกาไม่ให้เหลือคราบ




เสน่ห์ของปากกาหมึกซึม
            ตลาดปากกาในบ้านเราถูกผลิตออกมาให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นปากกาลูกลื่น ปากกาเคมี ปากกาเจล ปากกาเน้นข้อความ และที่โดดเด่นมากที่สุดเหมาะสำหรับการพกติดกระเป๋าไว้เซ็นเอกสารหรือวาดรูปตัดเส้นก็คือปากกาหมึกซึมนั่นเอง ว่ากันถึงปากกาหมึกซึมที่มีประวัติต่อเนื่องยาวนานแล้วนั้น วันนี้ก็อดไม่ได้ที่จะบอกเล่าถึงส่วนสำคัญที่สุดของปากกาดังกล่าวนั่นก็คือ ส่วนหัวของปากกาหมึกซึมหรือที่เรียกกันว่าNip นี่เอง
            หากเราลองสังเกตดีๆจะพบว่าส่วนหัวของปากกาหมึกซึมแต่ละรุ่นมีหน้าตาไม่เหมือนกัน บ้างเป็นหัวปลายมน บ้างเป็นหัวตัด และยังมีหัวลักษณะอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยส่วนมากแล้วปากกาหมึกซึมที่เขียนเพลิน จดสนุก เซ็นต์สวย มักจะเป็นปากกาแบบหัวตัดที่ทำมาจากวัสดุต่างๆไม่ว่าจะเป็น หัวปากกาที่ทำมาจากสแตนเลส ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะราคาไม่แพง ทนทาน ไม่เป็นสนิม และจัดว่าเขียนลื่นในระดับหนึ่ง
สำหรับหัวปากกาหมึกซึมที่แพงขึ้นมาอีกหน่อยและเขียนลื่นกว่าแบบหัวสแตนเลสก็คือ หัวที่ทำจากทองคำ ซึ่งจะมีส่วนผสมของทองคำหลายระดับ เช่น 14K, 18K และ 21K และการเทียบเกรดก็คล้ายคลึงกับการเทียบส่วนผสมของทองคำในทองรูปพรรณโดยใช้ตัวย่อ K หรือกระรัตมาเป็นตัววัด
ในส่วนของหัวปากกาที่มีส่วนผสมของทองคำนั้นก็มีแบบชุบทอง และทองเคให้เลือกซื้อกันอีกด้วย แต่หัวปากกาชนิดนี้จะมีทองเคลือบไว้หนาแค่ระดับไมครอน ซึ่งเมื่อเขียนไปเรื่อยๆทองที่เคลือบไว้ก็จะหลุดออกไปจนหมดในที่สุด
นอกเหนือจากแบบสแตนเลสและแบบทองแล้ว ยังมีหัวปากกาที่ทำจากโลหะอิเรเดียม ซึ่งนิยมใช้ทำส่วนปลายสุดของหัวปากกาเท่านั้น เพราะโลหะชนิดนี้มีความแข็งแต่เปราะง่าย เหมาะสำหรับรับเฉพาะแรงกดหนักๆเฉพาะส่วน
ขนาดของหัวปากกาหมึกซึม
          ถ้าพูดถึงเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของปากกาหมึกซึม นอกจากจะเป็นรูปแบบของหัวปากกาที่แตกต่างกันแล้วก็คงจะเป็นขนาดลายเส้นที่มีให้เลือกตั้งแต่เส้นขนาดเล็กมากไปจนถึงเส้นขนาดใหญ่ โดยมีชื่อเรียกดังนี้ Extra Fine (EF), Fine (F), Medium (M), Broad (B) ขนาดเส้นเหล่านี้ยังแตกต่างกันระหว่างฝั่งทวีปยุโรปและทวีปเอเชียซึ่งก็คือ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และประเทศจีนอีกด้วย กล่าวคือปากกาหมึกซึมที่มาจากฝั่งเอเชียจะมีขนาดเส้นที่เล็กกว่าฝั่งยุโรป1 ขนาด และมีชื่อเรียกเฉพาะเช่น Japanese Fine (J. Fine) หมายถึง เส้นปากกาที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น
            ส่วนจะเลือกใช้ขนาดเส้นปากกาแบบไหนนั้นก็อยู่ที่ความชอบล้วนๆ แต่ก็มีหลายคนที่เลือกใช้ปากกาหัวเล็กสำหรับงานเขียน เพราะปากกาหัวเล็กจะปล่อยน้ำหมึกออกมาไม่มากทำให้เวลาเขียนเสร็จแล้วไม่ค่อยเลอะเทอะ 
ข้อมูล "ปากกา" ดีๆจาก www.pen-perfect.com

แฟลชไดร์ฟกับข้อดีและข้อเสียของการเปลี่ยนการตั้งค่าจาก Fat 32 เป็น  NTFS
                แฟลชไดร์ฟนั้นเป็นอุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้จริงๆค่ะ แถมยังสามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติจากโรงงานได้อีกด้วยค่ะ  และที่เรานิยมปรับเปลี่ยนการตั้งค่าคือ การตั้งค่าจาก Fat 32 เป็น NTFS  เพื่อให้สามารถเก็บไฟล์ที่มีขนาดมากกว่า 4  GB ได้นั่นเอง  ซึ่งไฟล์นี้อาจจะเป็นไฟล์หนังที่มีความคมชัดที่ระดับ HD   เป็นต้น
                โดยการเปลี่ยนนั้นมีวิธีการง่ายๆค่ะ แต่มันก็เหมือนเป็นการดัดแปลงอุปกรณ์ เพราะฉะนั้นทุกอย่างย่อมมีข้อดีและข้อเสียแน่นอนค่ะ โดยค่าแฟลชไดร์ฟFat 32  นี้ได้รับการตั้งค่ามาจากโรงงานเดิมแต่เราจะนำมาเปลี่ยนพาติชั่น เป็น NTFS ระบบที่มีความพร้อมในการประมวลผล จากหน่วยความจำที่มีไฟล์ขนาดใหญ่นั่นเอง  ข้อดีของการเปลี่ยนพาติชั่น คือ  การที่เราสามารถบันทึกไฟล์ขนาดใหญ่ได้  เช่น  หนังที่มีความละเอียดคมชัดได้โดยบันทึกได้มากกว่า  4 GB และยังสามารถบันทึกและเข้าถึงไฟล์ได้รวดเร็วมากกว่า Fat 32 อีกด้วย จึงมีหลายคนที่อยากปรับเปลี่ยนการตั้งค่าแฟลชไดร์ฟตัวนี้ค่ะ แต่มีข้อดีแล้วก็ต้องมีข้อเสียด้วยค่ะ การที่เปลี่ยนเป็น NTFS นั้นสามารถเซฟไฟล์เพลงเล่นได้ในเครื่อง mp 3 แต่ไม่สามารถเล่นใน window  me ค่ะ   แต่นอกนั้นก็สามารถเข้ากันได้หมดค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเปลี่ยนหรือดัดแปลงอะไรก็ต้องคิดถึงผลดีผลเสียก่อนนะคะ  เพื่อจะได้เป็นการยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ได้มากกว่าทำลายค่ะ    สำหรับใครที่ต้องการเปลี่ยนนั้นอันที่จริงก็สามารถหาวิธีทำได้ง่ายๆตามอินเทอร์เน็ตเลยค่ะ  แต่ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนได้ก็ลองให้ร้านคอมพิวเตอร์ทำให้ก็ได้ค่ะ  แต่คิดว่าของแท้ที่ติดมากับตัวเครื่องนั้นเป็นของที่มีคุณภาพที่สุดค่ะ  เพราะฉะนั้นไม่ต้องเปลี่ยนเลยดีที่สุด  โดยอาจต้องพกแฟลชไดร์ฟหลายตัวหน่อย เพราะว่าจะได้แบ่งงานเซฟลงแฟลชไดร์ฟโดยแยกประเภทการจัดเก็บก็ได้ค่ะ  อาจจะยุ่งยากในการพกพาแต่ก็ไม่ต้องดัดแปลงอะไรเลยค่ะ

                แฟลชไดร์ฟนั้นจึงถือเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์และช่วยให้การทำงานของคุณสะดวกรวดเร็วด้วย  รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติได้ตามที่คุณต้องการ  เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่มีแฟลชไดร์ฟน่าจะหามาใช้ค่ะ  รับรองได้เลยว่าคุณจะได้รับความสะดวกสบายในการทำงาน  ไม่ว่าจะไปที่ไหนหรือทำอะไรก็สามารถพกพาไปได้ตลอดเวลาค่ะ   อย่าลืมนะคะถ้าการทำงานของคุณต้องมีการบันทึกไฟล์งานและนำมาถ่ายโอนให้กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆล่ะก็ แฟลชไดร์ฟจะเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากในการทำงานที่คุณขาดไม่ได้เลยค่ะ แค่มีเจ้านี่ตัวเดียวก็ทำงานได้ร้อยแปดอย่างเลย

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แนะนำวิธีการ Format แฟลชไดร์ฟอย่างถูกต้อง



แฟลชไดร์ฟถือเป็นอุปกรณ์อีเล็กโทรนิคที่สามารถใช้เก็บข้อมูลหรือไฟล์ต่างๆบนคอมพิวเตอร์อย่างอิสระ ด้วยความสะดวกและการใช้งานที่แสนง่ายทำให้มันกลายเป็นอุปกรณ์ที่เหล่าคนทำงานหสาย it พนักงงานออฟฟิส หรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษา พกติดตัวกันวันอยู๋แทบจะทุกผู้ทุกคน ซึ่งมันจะทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำแบบแฟลชและสามารถเชื่อมต่อผ่านทางช่อง USB port ซึ่งถือว่าเป็นการเชื่อมต่อที่ง่ายที่สุด แต่หากคุณเก็บข้อมูลเหล่านั้นงบนแฟลชไดร์ฟมากจนเกินไปอาจจะทำให้ความจุไม่เพียงพอแถมยังเต็มไปข้อมูลที่คุณไม่ต้องการใช้งาน ฉะนั้นเราจึงอยากจะแนะนำวิธีการในการฟอร์แมตแฟลชไดร์ฟที่ถูกต้องมาฝากกัน
ให้คุณเตรียมอุปกรณ์ให้เรียบร้อยเพียงใช้คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องกับแฟลชไดร์ฟคู่ใจของคุณ เมื่อนำแฟลชไดร์ฟมาเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแบะตรวจพบไดรฟ์ของแฟลชไดร์ฟ ให้ทำการเข้าไปที่ My computer และคลิ๊กขวาที่ไดรฟ์ของแฟลชไดร์ฟ ซึ่งในแต่ละคอมพิวเตอร์จะปรากฏจำนวนของไดรฟ์ไม่เหมือนกันฉะนั้นต้องตรวจเช็คให้ดีว่าไดรฟ์นั้นเป็นไดรฟ์ของแฟลชไดร์ฟอย่างแท้จริง จากนั้นให้คลิ๊กขวาที่ไดรฟ์ดั่งกล่าวและเลือกที่เมนู Format.. จากนั้นจะพบกัยหน้าต่างใหม่ปรากฏขึ้นมาให้คุณตรวจสอบรายละเอียดต่างๆโดยสังเกตุที่ File System โดยปกติแล้วเราจะทำการตั้งค่าไว้ที่ FAT เป็นส่วนใหญ่เพราะฟอร์แมตนี้จะสามารถเขียนและอ่านได้อย่างสะดวกมากที่สุด  จากนั้นให้กดเลือก Quick Format เพื่อช่วยให้การ  Format เป็นไปได้ด้สนความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จากนั้นให้ทำการกด Start ระบบจะเริ่มทำการล้างข้อมูลต่างๆภายในแฟลชไดร์ฟจนหมด นอกจากนั้นยังมีวิธีการ Format แฟลชไดร์ฟอีกวิธีหนึ่งในกรณีที่แฟลชไดร์ฟเกิดติดไวรัสหรือไม่สามารถเชื่อมต่อและเปิดขึ้นได้ตามปกติ ให้คุณเชื่อมต่อแฟลชไดร์ฟเข้ากับคอมพิวเตอร์ เข้าไปที่ Start menu เลือก run จากนั้นจะปรากฏแถบให้เราพิมคำว่า cmdกด Enter จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างสีดำของระบบ Dos ให้คุณพิมพ์ชื่อไดรฟ์ของคุณ เช่น หากไดรฟ์F คือไดรฟ์ของแฟลชไดร์ฟให้พิมพ์ว่า F:/fs:FAT32 จากนั้นกด Enter ระบบจะทำการถามอีกครั้งให้พิมพ์ y เพื่อตอบ Yes เพียงเท่านี้ระบบก็จะทำการ Format ให้โดยทันที

โดยปกติแล้วการ Format ภายในแฟลชไดร์ฟไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่เราจะต้องทำบ่อยครั้งนัก เพราะโดยปกติแล้วหากเรามีการใช้แฟลชไดร์ฟร่วมกับคอมพิวเตอร์เราจะสามารถทำการ Scan Disk เพื่อช่วยดูแลความเรียบร้อยของตัวเก็บข้อมูลให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ยิ่งหากใครได้ทำการแสกนเพื่อทำการค้นหาและกำจัดไวรัสอันเป็นปัญหาหลักของแฟลชไดร์ฟก็จะยิ่งทำให้การใช้เป็นได้อย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาในเรื่องของ ข้อมูลสูญหาย ไม่สามารถเชื่อมต่อได้ หรือทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆเสียหาย ฉะนั้นการ Format จึงเป็นทางเลือกหลังๆเพื่อที่จะใช้เคลียร์ทรัพยกรณ์ ความจุ หรือความปลอดภัยของแฟลชไดร์ฟให้สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกตินั่นเอง